การทำธุรกิจเปิดร้าน 20 บาท การเปิดร้าน 20 บาทถือว่าเป็นธุรกิจที่เราเห็นอยู่แทบทุกซอยในบริเวณแหล่งที่พักอาศัย ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหนก็ตาม เพราะเป็นร้านค้าที่ลูกค้าสามารถหาสินค้าราคาถูกและคุ้มค่าได้
หากคุณเป็นอีกคนที่สนใจจะทำธุรกิจนี้ KEFVA มีข้อมูลดี ๆ สำหรับการทำธุรกิจนี้มาฝาก ทั้งขั้นตอนการเปิดร้าน, งบประมาณในการลงทุน, ชั้นวางสินค้าที่ควรมี, สินค้าที่ควรนำมาขาย รวมถึงบทสรุปว่าควรเปิดร้านประเภทนี้ดีไหม? บทความนี้มีคำตอบของทุกคำถามค่ะ
ขั้นตอนในการเปิดร้าน 20 บาท
การเปิดร้านขายของ 20 บาทเป็นธุรกิจที่มีโอกาสสร้างรายได้และประสบความสำเร็จในยุคปัจจุบัน เนื่องจากลูกค้าต่างมองหาสินค้าคุณภาพดีในราคาย่อมเยา อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นธุรกิจนี้ต้องการการวางแผนที่รอบคอบ ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาด การเลือกทำเลที่ตั้ง การหาซัพพลายเออร์ ไปจนถึงการจัดการด้านการตลาดและบริการลูกค้า เนื้อหาต่อไปนี้จะนำคุณไปสู่ขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ร้านของคุณโดดเด่นและเติบโตในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
1. การศึกษาและวางแผนธุรกิจ วิเคราะห์ตลาดและกลุ่มเป้าหมายของคุณ จากนั้นกำหนดแผนธุรกิจรวมถึงการตั้งราคา การจัดหาสินค้า และกลยุทธ์การตลาด
2. เลือกทำเลที่ตั้ง เลือกทำเลที่มีความคล่องตัวและมีคนผ่านมาก เช่น ใกล้แหล่งชุมชน โรงเรียน ตลาด หอพัก มหาวิทยาลัย หรือบริเวณที่มีการค้าขายหนาแน่น
3. การจดทะเบียนธุรกิจ จดทะเบียนพาณิชย์และขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง เช่น การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
4. จัดหาและจัดเตรียมอุปกรณ์ร้านค้า จัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น ชั้นวางสินค้า ป้ายราคา โต๊ะเก็บเงิน และระบบ POS (Point of Sale)
5. การหาซัพพลายเออร์และสั่งซื้อสินค้า
- ซัพพลายเออร์ในประเทศ : แหล่งซัพพลายเออร์ที่ขายส่งสินค้าราคา 20 บาทในประเทศ เช่น โกดังขายส่งสินค้าทุกอย่าง 20 บาท, ตลาดสัมเพ็ง, ตลาดขายส่งหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีซัพพลายเออร์ในประเทศ ถ้าเสิร์ชว่า “ขายส่งสินค้าราคา 20 บาท” ใน google ก็จะเจอร้านในออนไลน์มากมาย
- สั่งซื้อจากต่างประเทศ ใช้เว็บไซต์ขายส่งที่เชื่อถือได้ เช่น Alibaba, Taobao หรือเว็บไซต์ของผู้ผลิตสินค้าราคาถูกโดยตรง
- งานแสดงสินค้าและนิทรรศการ เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับของใช้และของขายส่ง เพื่อพบกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์โดยตรง
- การติดต่อกับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายโดยตรง ติดต่อผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายโดยตรงเพื่อตกลงซื้อขายหรือขอให้ผลิตสินค้าพิเศษสำหรับร้านของคุณ
6. การตลาดและโปรโมชั่น วางแผนการตลาดและโปรโมชั่น เช่น เปิดตัวร้าน แจกของที่ระลึก หรือจัดกิจกรรมพิเศษ จากนั้นใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียในการโปรโมทร้าน
7. การบริการลูกค้าที่น่าประทับใจ ฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าและการบริการลูกค้าให้น่าประทับใจ มีระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) เพื่อดูแลและติดตามลูกค้า
เปิดร้าน 20 บาท ลงทุนเท่าไหร่
การเปิดร้านขายของ 20 บาทเป็นธุรกิจที่น่าสนใจและมีโอกาสทำกำไร แต่ก่อนที่จะเริ่มต้น คุณจำเป็นต้องคำนึงถึงการลงทุนที่จำเป็นในหลายด้าน ตั้งแต่ค่าเช่าพื้นที่และการตกแต่งร้าน ไปจนถึงค่าซื้อสินค้าและการทำการตลาด
นี่คือการประมาณการค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการเงินและเตรียมความพร้อมในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ
1. ค่าเช่าพื้นที่ ค่าเช่าพื้นที่ร้านค้า ขึ้นอยู่กับทำเลและขนาดของพื้นที่ โดยเฉลี่ยอาจอยู่ระหว่าง 10,000 – 50,000 บาทต่อเดือน
2. ค่าตกแต่งร้าน ค่าตกแต่งและออกแบบร้าน ประมาณ 20,000 – 100,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและสไตล์ที่ต้องการ
3. ค่าสินค้าและสต็อก ค่าซื้อสินค้าเริ่มต้น ประมาณ 50,000 – 200,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนและประเภทของสินค้า
4. ค่าอุปกรณ์และเครื่องมือ ค่าอุปกรณ์ เช่น ชั้นวางสินค้า ป้ายราคา ระบบ POS (Point of Sale) และอื่น ๆ ประมาณ 10,000 – 30,000 บาท
5. ค่าโฆษณาและการตลาด ค่าใช้จ่ายในการโปรโมทร้าน เช่น โฆษณาออนไลน์ กิจกรรมเปิดตัวร้าน ประมาณ 5,000 – 20,000 บาท
6. ค่าใบอนุญาตและค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ประมาณ 2,000 – 10,000 บาท
7. เงินทุนหมุนเวียน เงินทุนสำรองสำหรับการดำเนินธุรกิจและการชำระค่าสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ประมาณ 20,000 – 50,000 บาท
ชั้นวางขายของ 20 บาท
1. ชั้นวางสินค้ามินิมาร์ท (Gondola Shelves)
เป็นชั้นวางหลักที่ต้องมี ใช้จัดเรียงไว้รอบ ๆ ร้าน ริมผนังและกลางห้อง
- ชั้นวางต้องมีความทนทาน รับน้ำหนักได้ดี
- สามารถจัดเรียงสินค้าให้เห็นชัดเจนและหยิบใช้ง่าย
- ประกอบและติดตั้งง่าย
- สามารถจัดเรียงไปตามพื้นที่ของห้องได้
- ปรับฟังก์ชั่นการใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นวางหรือแขวนสินค้า
- ตัวอย่างสินค้าที่นิยมใช้ร่วมกัน เช่น ขัน กะละมัง ทิชชู่ กระติกน้ำ เครื่องครัว พลาสติก ของใช้เบ็ดเตล็ด
ชั้นวางสินค้า KEFVA ที่แนะนำ
2. ชั้นแร็ค, ชั้นเหล็กวางของ (Freestanding Shelves)
- มีหลายชั้นเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บ
- เหมาะสำหรับสินค้าที่หลากหลาย
- เหมาะกับสินค้าที่มีน้ำหนักมาก
- วัสดุที่ใช้มักเป็นเหล็ก เพื่อความทนทานและเคลื่อนย้ายง่าย
- ตัวอย่างสินค้าที่นิยมใช้ร่วมกัน เช่น ลังสินค้าขนาดใหญ่ แพ็คน้ำดื่ม แพ็คน้ำอัดลม
ตัวอย่างสินค้า KEFVA ที่แนะนำ :
3. ชั้นแขวนสินค้า (Wire Grid Hook Shelves)
- ประหยัดพื้นที่ในร้าน
- เคลื่อนย้ายง่าย ยกง่าย นำไปวางจุดไหนก็ได้ในร้าน
- เหมาะสำหรับสินค้าเบา ๆ ที่ต้องการแขวนจัดเรียงให้เห็นได้ชัด
- ใช้แขวนสินค้าชิ้นเล็ก ๆ ที่วางบนแผ่นชั้นแล้วไม่เป็นระเบียบ
- นิยมใช้ร่วมกับ ฮุกหรือตะขอแขวนสินค้า
- ตัวอย่างสินค้าที่นิยมใช้ เช่น เคสมือถือ อุปกรณ์ไอที สายชาร์จ USB
4. ชั้นตะกร้า (Basket Shelves)
- เหมาะสำหรับสินค้าชิ้นเล็ก ๆ ที่ต้องการการหยิบใช้ง่าย
- รูปทรงออกแบบมาให้วางสินค้าที่ตั้งแล้วไม่เป็นระเบียบหรือหล่นง่าย
- สามารถวางได้หลายชั้นและเข้าถึงสินค้าได้รอบด้าน
- วางสินค้าอุปโภคบริโภคได้อย่างอเนกประสงค์
- ใช้วางสินค้าหน้าร้าน หรือตั้งข้าง ๆ เคาน์เตอร์คิดเงินได้
- ตัวอย่างสินค้าที่นิยมใช้ร่วมกัน เช่น ถุงขนมขบเคี้ยว มาม่าคัพ โจ๊กคัพ มันฝรั่งทอด ถุงถั่วอบกรอบ ถุงข้าวโพดคั่ว
5. ชั้นวางบนเคาน์เตอร์ (Countertop Display Shelves)
- เหมาะสำหรับแสดงสินค้าที่ต้องการการจัดเรียงในที่เห็นได้ง่าย เช่น สินค้าชิ้นเล็กหรือสินค้าที่ต้องการโปรโมทเพื่อเพิ่มยอดขาย
- สามารถวางบนเคาน์เตอร์หรือพื้นที่ที่ลูกค้าเห็นได้ง่าย
- ใช้วางสินค้าที่ลูกค้ามักจะถามหาอยู่บ่อย ๆ
- ตัวอย่างสินค้าที่นิยมใช้ร่วมกัน เช่น ลูกอม หมากฝรั่ง ถ่านไฟฉาย ยาสามัญประจำบ้าน
6. ชั้นวางแบบซ้อน (Stackable Shelves)
- สามารถซ้อนกันได้หลายชั้นเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บ
- เหมาะสำหรับการจัดเรียงสินค้าที่มีจำนวนมาก
- วางสินค้าได้อเนกประสงค์ได้หลากหลาย
- สามารถจัดเรียงได้อย่างเป็นระเบียบ โดยที่ไม่เกิดความเสียหายเมื่อซ้อนทับกัน
- ตัวอย่างสินค้าที่นิยมใช้ร่วมกัน เช่น ข้อต่อ PVC
ตัวอย่างสินค้า KEFVA ที่แนะนำ : ตะกร้าซ้อนอเนกประสงค์ รุ่นประหยัด ขนาด 40x60x25 cm
7. กระบะใส่สินค้า (Dump Bin)
- เป็นจุดดึงดูดความสนใจที่ดี เพราะลูกค้าจะมองเห็นสินค้าได้ง่ายและรู้สึกว่าสินค้าเหล่านี้มีความน่าสนใจ
- ใช้สำหรับวางสินค้าขนาดเล็กหรือสินค้าที่มีราคาต่ำ ทำให้ลูกค้ามองเห็นและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
- ช่วยในการจัดระเบียบพื้นที่ภายในร้าน สามารถจัดวางในตำแหน่งต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสม เช่น ใกล้ทางเข้า ทางออก หรือบริเวณจุดชำระเงิน
- ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เมื่อเห็นสินค้าที่น่าสนใจหรือราคาถูก
- สามารถเคลื่อนย้ายและเปลี่ยนตำแหน่งได้ง่าย ช่วยให้การจัดเรียงสินค้าในร้านมีความหลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น
- ส่งเสริมการขายสินค้าจำนวนมาก สำหรับสินค้าที่ต้องการขายออกในจำนวนมาก กระบะใส่สินค้าเป็นวิธีที่ดีในการจัดแสดงสินค้าเหล่านั้นและทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงความคุ้มค่า
ตัวอย่างสินค้า KEFVA ที่แนะนำ :
การเลือกใช้ชั้นวางที่เหมาะสมจะช่วยให้ร้านขายสินค้าราคา 20 บาทของคุณดูเป็นระเบียบและดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้การจัดการสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลูกค้าสามารถหาและเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น
หากคุณกำลังมองหาชั้นวางขายของ 20 บาทที่เหมาะสมสำหรับนำไปวางในร้านของคุณ ชั้นวางสินค้าและอุปกรณ์ร้านค้าจาก KEFVA คือทางเลือกที่ยอดเยี่ยม เพราะเรามีชั้นวางสินค้าคุณภาพสูงในหลากหลายรูปแบบ พร้อมโรงงานผลิตที่เชื่อถือได้ ทำให้มั่นใจได้ว่ามีอะไหล่จำหน่ายและบริการหลังการขายพร้อมซัพพอร์ตเสมอ อีกทั้งเรายังมีช่องทางการสั่งซื้อที่สะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, Tiktok, Line, Facebok และมีบริการจัดส่งทั่วประเทศถึงหน้าร้านของคุณ
สินค้าที่ควรนำมาขายในร้านขายของ 20 บาท
การเลือกสินค้ามาขายสำหรับร้าน 20 บาทควรคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าและต้นทุนของสินค้า เราขอแนะนำสินค้าเป็นหมวดและยกตัวอย่างสินค้าในหมวดนั้น ๆ มาให้เป็นตัวอย่างบางส่วน
- อุปกรณ์การเรียน เช่น ดินสอ, ปากกา, สมุด, ยางลบ, และไม้บรรทัด
- อุปกรณ์สำนักงาน เช่น กระดาษโน้ต กาวแท่ง ปากกา
- อุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น ฟองน้ำ, ผ้าเช็ด, น้ำยาล้างจาน และน้ำยาทำความสะอาด
- ของใช้ในบ้าน เช่น ถุงขยะ, ที่เปิดขวด, และที่หนีบผ้า
- ของขวัญและของตกแต่ง เช่น การ์ดอวยพร, สติ๊กเกอร์, และของเล่นเล็ก ๆ
- เครื่องใช้ในครัว เช่น ที่ตักน้ำแข็ง, แปรงทำความสะอาด, และพิมพ์ขนม
- ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง เช่น สบู่, แชมพู, ยาสีฟัน และครีมทามือ
- อุปกรณ์ทำงานศิลปะ เช่น สี, พู่กัน, และแผ่นระบายสี
- เครื่องมือเล็ก ๆ เช่น ไขควง, คีม, และเทปพันสายไฟ
- ขนมขบเคี้ยว เช่น มันฝรั่งทอด ถั่วอบกรอบ ข้าวโพดคั่ว
- เครื่องดื่ม เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำดื่ม
- อาหารแห้ง เช่น กระป๋องนมข้นหวาน กระป๋องอาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง
- อุปกรณ์ไอทีและอุปกรณ์มือถือ ที่ชาร์จมือถือ สายชาร์จ ที่ตั้งโทรศัพท์
เคล็ดลับในการเลือกสินค้า
- ควรเลือกสินค้าที่มีต้นทุนต่ำแต่คุณภาพดี
- สินค้าที่มีการหมุนเวียนเร็ว หรือเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ
- สินค้าที่สามารถจัดจำหน่ายในปริมาณมากเพื่อเพิ่มกำไร
นอกจากนี้การเลือกสินค้ามาขายอาจต้องขอคำแนะนำจากซัพพลายเออร์ว่ามีสินค้าตัวไหนที่ได้รับความนิยมอีกบ้าง เมื่อเปิดร้านไปแล้ว เจ้าของร้านอาจจะต้องรับฟีดแบคจากลูกค้ามา จากการที่ลูกค้าถามว่า สินค้าตัวนี้มีไหม? ถ้าถามหลายคนแล้ว และสินค้าเราไม่มีขาย ก็ควรนำสินค้าที่ตอบสนองความต้องการมาขายเพิ่มเติม การเลือกสินค้าที่มีคุณภาพดีแต่ต้นทุนต่ำ และตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จะช่วยให้ร้านของคุณประสบความสำเร็จมากขึ้น
เปิดร้าน 20 บาท ดีไหม?
การเปิดร้านขายของ 20 บาท หรือร้านขายของราคาถูก สามารถเป็นไอเดียที่ดีได้หากคุณมีการวางแผนที่ดีและเข้าใจตลาดเป้าหมายของคุณ และการทำกำไรจากร้านทุกอย่าง 20 บาท ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย นี่คือบางปัจจัยที่ควรพิจารณา
- ความต้องการตลาด ทำการวิจัยตลาดเพื่อดูว่ามีความต้องการสินค้าราคา 20 บาทหรือไม่ และกลุ่มลูกค้าของคุณคือใคร รวมถึงความนิยมและความต้องการสินค้าของลูกค้าเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ
- ต้นทุนและกำไร ควรหาสินค้าที่สามารถจัดหามาในราคาต่ำมาก เพื่อให้มีส่วนต่างระหว่างต้นทุนและราคาขายที่เพียงพอ และควรจัดหาสินค้าในราคาที่ต่ำกว่า 20 บาทได้ และยังคงมีกำไร
- ที่ตั้ง การเลือกสถานที่ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ร้านของคุณควรอยู่ในพื้นที่ที่มีคนเดินผ่านไปมามาก
- การแข่งขัน พิจารณาว่ามีร้านค้าอื่น ๆ ที่ขายสินค้าราคาใกล้เคียงกันหรือไม่ และคุณจะสามารถเสนอความแตกต่างหรือจุดขายพิเศษอะไร
- การตั้งราคา สินค้าร้าน 20 บาทอาจต้องแข่งขันกับร้านอื่น ๆ ที่ขายสินค้าราคาถูกเช่นกัน หากตลาดมีการแข่งขันสูง คุณอาจต้องพิจารณากลยุทธ์การตลาดที่ดี
- การจัดการสต็อก เนื่องจากราคาสินค้าต่ำ คุณอาจต้องจัดการสต็อกและยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสินค้าคงคลัง
- ค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าเช่าที่, ค่าจ้างพนักงาน, ค่าขนส่ง, และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต้องได้รับการควบคุมอย่างดีเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกำไร
- ปริมาณขาย ร้านที่ขายสินค้าราคาต่ำจะต้องขายจำนวนมากเพื่อทำกำไรให้ได้ เนื่องจากส่วนต่างราคาต่อชิ้นจะน้อย ถ้าขายได้มาก ก็จะทำให้ได้กำไรมากเช่นกัน
สิ่งสำคัญคือ สินค้าต้องมีราคาถูกแต่คุณภาพดี และสินค้าต้องมีความหลากหลาย มีสินค้าให้เลือกที่แตกต่างจากคู่แข่ง
# ตัวอย่างจากประสบการณ์ผู้เขียนเอง ที่ต้องการไปซื้อสินค้าที่เป็นของใช้ภายในบ้านใน Lotus’s แต่บริเวณหน้า Lotus’s มีร้านทุกอย่าง 20 บาทอยู่ ผู้เขียนมองสินค้าในร้าน 20 บาทนั้นคร่าว ๆ ว่ามีสินค้าในเลือกเยอะดีและรู้แล้วว่าราคาสินค้าในร้าน 20 บาทนั้นน่าจะถูก เมื่อเข้าไปดูสินค้าในโลตัสแล้วเห็นว่ามีรูปแบบสินค้าให้เลือกค่อนข้างจำกัด เราก็กลับออกมาแวะซื้อสินค้าจากร้านทุกอย่าง 20 บาท และคุณภาพสินค้าจากร้าน 20 บาทก็ดีเลย ไม่ได้แตกต่างจากในห้างเท่าไหร่ จึงเลือกที่จะซื้อไปหลายชิ้น เพราะสีของตัวสินค้าสวยด้วย
นี่คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ร้าน 20 บาทได้เปรียบ คือสินค้ามีให้เลือกเยอะ, มีให้สีสันให้เลือกหลากหลาย และราคาประหยัดในคุณภาพที่ค่อนข้างดี ทำให้ผู้บริโภคที่เลือกเปรียบเทียบซื้อสินค้า สามารถตัดสินใจซื้อสินค้าในร้าน 20 บาทได้ไม่ยากเลย
บทส่งท้าย
หากคุณกำลังคิดจะเริ่มต้นธุรกิจเปิดร้าน 20 บาท สิ่งที่จะต้องตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้คือ “ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในการหาสินค้าคุณภาพดีในราคาประหยัด”
โดยรวมแล้วร้านทุกอย่าง 20 บาทสามารถทำกำไรได้ดีหากมีการจัดการที่ดีและสามารถรักษาสัดส่วนระหว่างต้นทุนและราคาขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนอย่างรอบคอบจะช่วยให้ร้านของคุณมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น!